ประชุมสรุปผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใรช่วงฤดูฝน ภายใต้มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นางดวงสมร พฤฑฒิกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร มอบหมายให้นางสาวอรุณ แก้วขาว ผู้อำนวยการกลุ่มเกษตรชลประทาน เข้าร่วมประชุมสรุปผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ภายใต้มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ณ ห้องประชุมน้ำปิงและห้องประชุมน้ำวัง ชั้น 4 อาคารสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยมีนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานผลการดำเนินงานตามมาตราการที่ 2 ทบทวน ปรับปรุง เกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ อาคารควบคุมบังคับน้ำอย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำ และกลุ่มลุ่มน้ำ (ก่อนฤดูฝน – ตลอดช่วงฤดูฝน) กิจกรรมที่ 2.4 วางแผนปรับปฏิทินและควบคุมพื้นที่เพาะปลูกฤดูฝนให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ พบว่า

  1. ทั้งประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูกแล้ว จำนวน 83.89 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 97 ของแผนการเพาะปลูกรวม ดังนี้
    1.1 ข้าวนาปี (ข้าวรอบที่ 1) ปลูกแล้ว 63.75 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 102 ของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปี (ข้าวรอบที่ 1) โดยเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 17.18 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 46.57 ล้านไร่ เป็นข้าวรอบที่ 1 ต่อเนื่อง 1.15 ล้านไร่ พื้นที่ในเขตชลประทาน
    1.2 พืชไร่ พืชผัก ปลูกแล้ว 20.14 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 83 ของแผนการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก โดยเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 0.42 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 19.72 ล้านไร่
  2. พื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีพื้นที่เพาะปลูกแล้ว จำนวน 22.13 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 108 ของแผนการเพาะปลูกรวม ดังนี้
    2.1 ข้าวนาปี (ข้าวรอบที่ 1) ปลูกแล้ว 16.21 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 117 ของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปี (ข้าวรอบที่ 1) โดยเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 8.83 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 7.38 ล้านไร่เป็นข้าวรอบที่ 1 ต่อเนื่อง 1.09 ล้านไร่ พื้นที่ในเขตชลประทาน
    2.2 พืชไร่ พืชผัก ปลูกแล้ว 5.92 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 90 ของแผนการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก โดยเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 0.18 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 5.74 ล้านไร่

ปัญหาอุปสรรค ได้แก่

  1. ความไม่แน่นอนของสถานการณ์น้ำ และสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ในช่วงฤดูฝนมีปริมาณฝนที่เพียงพอต่อการปลูกข้าว ทำให้เกษตรกรไม่มีการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยตามคาดการณ์
  2. การติดตาม และกำกับดูแลให้เกษตรกรดำเนินการตามแผนเพาะปลูกที่กำหนดไว้เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่ดูแลง่ายกว่าพืชชนิดอื่น เกษตรกรมีความเคยชินต่อการเพาะปลูกจึงไม่ยอมปรับเปลี่ยน/ทดลองปลูกพืชชนิดอื่น ทั้งนี้ หากมีปริมาณน้ำที่เพียงพอและราคาดีเกษตรกรจะปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าวเสมอ
  3. เมื่อพืชที่เกษตรกรปลูกได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาครัฐจะจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือให้ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่ปรับเปลี่ยนพืชชนิดอื่นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

แนวทางแก้ไข ได้แก่

  1. เพิ่มความแม่นยำในการในการคาดการณ์โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือมีการวางแผนที่สามารถยืดหยุ่นได้
  2. สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทำตามแผน โดยมีการสนับสนุนปัจจัยเพื่อปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพิ่มสิทธิประโยชนืให้เกษตรกรที่ปฏิบัติตามแผน
  3. กำหนดหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหายให้มากขึ้น

สรุปสถานการณ์และการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และฝนแล้ง/ภัยแล้ง ช่วงฤดูฝน ปี 2568 ได้แก่ อุทกภัย จังหวัดที่ได้รับความเสียหาย 52 จังหวัด เกษตรกรเสียหาย 228,386 ราย พื้นที่เสียหาย 1,780,026 ไร่ ฝนแล้ง/ภัยแล้ง จังหวัดที่ได้รับความเสียหาย 4 จังหวัด เกษตรกรเสียหาย 4,859 ราย พื้นที่เสียหาย 44,355 ไร่

Scroll to Top